เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๓o ธ.ค. ๒๕๖๘

เทศน์เช้า วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๘

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมนะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเป็นสาวกสาวกะ ผู้ได้ยินได้ฟังไง แล้วมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นตามความเป็นจริงในหัวใจของตน

ในหัวใจของตน ในหัวใจของตนไง หัวใจของตนมันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ความอยากได้อยากดี ความไม่ต้องการสิ่งใด ผลักไส เป็นสมุทัย สมุทัยมันฝังมาอยู่ฐีติจิต อยู่จิตใต้สำนึกนั้น

ถ้าเรามีอำนาจวาสนาของเรา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าเราศึกษาค้นคว้าขึ้นมาในหัวใจของตน ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลคือความปกติของใจ สมาธิคือความมั่นคงของจิต ถ้ามีปัญญาๆ ปัญญาที่ทำให้เราฉลาดขึ้นมา มันจะมีความสงบสุขไง

ความสงบหาได้จากหัวใจของตน

เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง ปัจจัยเครื่องอาศัย ปัจจัย ๔ ต้องมีอาหาร อาหาร อาหารทางตะวันออกเรากินข้าว ข้าวเกิดจากท้องนา เราก็รู้ได้ว่าข้าวเกิดจากท้องนา เวลาชาวนา ชาวนาเขาทำนาไว้กินเอง ถ้าเหลือแล้วเขาถึงขายเป็นต้นทุนของเขา

นี่ไง เรารู้ได้ว่าข้าวมาจากนา คนทำนา คนทำนาทำนาของเขา มีการตลาด มีคนซื้อขายแลกเปลี่ยน ซื้อขายแลกเปลี่ยนขึ้นมา เราก็แสวงหาอาหารด้วยปัจจัยเครื่องอาศัยของตน คนที่เขาทำอาหารของเขา เขาทำอาหารของเขา เลี้ยงชีพของเขา แล้วเขาทำเป็นสินค้าของเขา นี่เขาทำขึ้นมา นั่นเขาหาอาหารเพื่อดำรงชีวิต

เราจะหาความปกติสุขของใจ ความปกติสุขของใจ วิธีการทำความสงบมากมายมหาศาล

เวลาไปวัดไปวาขึ้นมา วัดวาเขาก็ส่งเสริมให้ศึกษาพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่อาศัย ถ้าที่พึ่งที่อาศัย เราไม่ว้าเหว่

คนเรานะ มันเหงา มันว้าเหว่ไง ถ้ามันเหงา มันว้าเหว่ของมัน เวลามันไม่มีรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย

คนที่มีครูบาอาจารย์เขาฝึกหัดปฏิบัติของเขา เขาอยู่ที่ไหนเขามีความสงบสุขของเขา เขามีพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

แล้วพุทธะมันหาที่ไหนล่ะ

ก็หาในหัวใจของตน

ในการทำสมาธิๆ ในพระพุทธศาสนา ท่านสอนอบรมมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไง อนุปุพพิกถา สอนประชาชนทั่วไปให้ทำทานๆ ทำทานขึ้นมาให้หัวใจเป็นสาธารณะ ทำทานๆ ขึ้นมาให้หัวใจเป็นผู้เสียสละ ทำทานๆ ขึ้นมาให้จิตใจมันเปิดกว้างขึ้นมา แล้วถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันจะเป็นข้อเท็จจริงของมัน

ถ้าคนที่มันตระหนี่ถี่เหนียว คนที่ไม่เข้าใจสิ่งใดเลย เขาจะปกป้องทรัพย์สินของเขา ของกูๆๆ แล้วไม่มีของกูเลย เราไม่พลัดพรากจากเขา เขาก็ต้องพลัดพรากจากเรา สิ่งนี้ไว้ดำรงชีวิตเท่านั้น

ผู้ที่ฉลาดขึ้นมา ของกูๆ ใช่ มันเป็นของกู มันเป็นสิทธิเสรีภาพ ถ้าเราเสียสละของเราไปเพื่อประโยชน์กับคนอื่น จิตใจที่เป็นธรรมๆ ขึ้นมา ถ้าอนุปุพพิกถา ทำทานของเขาก่อน แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงแสดงอริยสัจ

พระพุทธศาสนาสอนมา ๒,๐๐๐ กว่าปี ลัทธิศาสนาอื่น เดี๋ยวนี้เขามีทำสมาธิๆ ทำสมาธิ ทำความสงบของใจ เพราะอะไร เพราะมันเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นที่ตรวจสอบได้ไง

ฉะนั้น เวลาทำความสงบของใจของตนขึ้นมา มันมีหลากหลายมากมาย ฤๅษีชีไพรเขาก็ทำของเขา ไปไหว้กล่าว บนบานศาลกล่าวสิ่งใด เขาก็ให้ทำของเขา

นี่ไง ศีล สมาธิ ปัญญา 

สมาบัติ ๘ สมาบัติ ๘ การทำทางโลกของเขา นี่เป็นโลกียะ เป็นเรื่องโลก

แล้วสพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นสพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แต่ถ้าเราทำความสงบของใจเข้ามา เราจะเห็นอนัตตา เราจะรู้จักอนัตตา ถ้าเรารู้จักอนัตตา เอ๊อะ! เฮ้ย! มันไม่ใช่เรานี่หว่า มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ถ้ามีสติปัญญาของเขาไง

เวลาคนเกิดมาต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิต มีข้าวปลาอาหารเป็นเพื่อดำรงชีพของเขา เราเป็นชาวพุทธๆ เราก็มีปัจจัยเครื่องอาศัยของเรา แล้วพระพุทธศาสนาสอน เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมดาๆ

การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะได้พัฒนาของเขาขึ้นไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย เกิดแล้วเกิดเล่า ทำคุณงามความดีซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ จนเป็นจริต จนเป็นนิสัย

เราสังเกตความรู้สึกนึกคิดของเราสิ ถ้ามันดีขึ้นมามันก็ดีงามมากมายมหาศาล ดีงาม เราก็ทำคุณงามความดีของเรา เราก็เหยียบคันเร่งเพื่อทำคุณประโยชน์ของเรา เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา เราก็แตะเบรกของเรา เราเบรกของเราไว้ไม่ให้มันเผชิญกับความทุกข์ความยากมากจนเกินไป ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา เราพยายามดำรงชีวิต ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นจริตเป็นนิสัย

เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัตินะ ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ปฏิบัติของเขา มันเป็นไปของเขา อย่างเช่นอาจารย์สิงห์ทอง เวลาท่านจะออกบวชนะ เพื่อนฝูงบอกว่า ถ้าเอ็งบวชได้พรรษาหนึ่งนะ ให้มาขี้ใส่ที่นอนเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไมได้เลยล่ะ เพราะอะไร เพราะนิสัยเขาเป็นอย่างนั้นไง

แต่เวลามาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา นั่งสมาธิเป็นสมาธิ ทำอะไรก็ โอ้โฮ! มันมีความสุขไปหมด มันมีความสุขไปหมดเลย ถ้าอย่างนี้บวชตลอดชีวิต เท่านั้นแหละ ล้มลุกคลุกคลานเลย แต่ก็มีอำนาจวาสนาของตนนะ ฝึกหัดปฏิบัติมีครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ฝึกหัดปฏิบัติ แล้วเข้ามาให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในใจของตน

นี่ไง แสวงหาไง ถ้าเราแสวงหาความสงบ เราก็แสวงหาความสงบจากหัวใจดวงนี้ ถ้าเราทำที่บ้านของเราไม่ได้ เราไปวัดไปวาขึ้นมา เห็นไหม อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา เราไม่คบคนพาล ไม่คบคนชั่ว เราจะคบบัณฑิต

คนที่ไปวัดไปวาๆ เขาแสวงหาสิ่งนี้ เราไปหาสิ่งนี้ แต่เราไปวัดไปวาขึ้นมาแล้วมันมีสิ่งใดขึ้นมาล่ะ นี่ไง มันเป็นจริตเป็นนิสัย มันกีดมันขวาง มันอึดอัดขัดข้องไปหมดน่ะ

หลายๆ คนเลยบอกว่าเข็ดหลาบไปวัดไปวามาก เพราะมันมีเจ้าแม่ มันมีเจ้าแม่ เจ้าพ่อ มันมีผู้ยิ่งใหญ่ในวัดน่ะ เวลากดขี่ข่มเหงมาจากภายนอกไง ถ้าแสวงหาความสุขจากภายใน ใจของเรา

ชาวนาทำนาในที่นาของเขา หลวงปู่มั่นสอนไง ชาวนาทำนาแต่ที่นาของเขาตลอดเวลา ทำแล้วทำเล่าแต่ละปี นาปี นาปรัง เขาทำในที่นาของเขา

ไปวัดไปวาก็เพื่อหาความสุขของใจ ถ้าหาความสงบสุขของใจ มันหาที่หัวใจของตน ถ้าหาที่หัวใจของตน มันมีผลกระทบสิ่งที่แวดล้อมร้อยแปดพันเก้าไง ฉะนั้น เราก็แสวงหาให้ตรงกับจริตตรงนิสัยของตน

สิ่งที่แสวงหาให้ตรงจริตตรงนิสัยของตน แล้วฝึกหัดปฏิบัติของเรา นั่นมันเรื่องของเขา นี่มันเรื่องของเรา ใครจะดี ใครจะชั่วมันเรื่องของเขา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา ถ้าใจมันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานะ ขอบคุณ ขอบคุณเขา ขอบคุณสิ่งที่ว่ามันกระทบให้หัวใจเรามันฟู มันกระทบหัวใจเราให้มันขยับเขยื้อนไง ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติได้ขึ้นมานะ จิตใจเราสงบเข้ามาไง สงบเข้ามา เห็นไหม

เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์เป็นสัตว์สังคม สัตว์สังคม เราพึ่งพาอาศัยเราไม่ได้ เราพึ่งพาอาศัยสังคมนั้น แต่เวลามันพึ่งพาอาศัยตัวมันเองได้ มันมหัศจรรย์ในหัวใจของตนไง ถ้ามันมหัศจรรย์ในหัวใจของตน เห็นไหม

เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านออกประพฤติปฏิบัติไง วิเวกไป ไปองค์เดียวเหมือนนอแรด ถ้าไปคนเดียวเหมือนนอแรด มันไม่พึ่งพาอาศัยใครทั้งสิ้น ถ้าไปด้วยกัน มันกังวล มันเป็นภาระไปทั้งหมดน่ะ แต่ถ้าไปคนเดียวไปเหมือนนอแรด เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบ สงบของเรา จิตมันสงบของเรา มีสติปัญญาของเรา

คนที่เขาหาอาหาร ข้าวเกิดจากนา คนที่เราแสวงหา เราแสวงหาความสุขของเรา มันเกิดจากใจ ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามา สิ่งข้างนอกเป็นเรื่องข้างนอกทั้งนั้น เป็นเรื่องของเขาทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของเราทั้งสิ้น

ถ้าเรื่องของเรา เรื่องของเราก็เรื่องหัวใจของเรา แต่เรื่องของเรา เรื่องหัวใจของเรา เรายังควบคุมใจของเราไม่ได้ เพราะสติอ่อน การฝึกหัดยังอ่อนแอ

การฝึกหัดๆ ไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้ามันมีเหตุมีผลของมัน มันต้องเป็นข้อเท็จจริงของมันทั้งสิ้น ถ้าเหตุมันไม่สมควรกับมัน มันก็เป็นไปไม่ได แต่ถ้าทำแล้ว ถ้ามันเป็นมิจฉาทิฏฐิ เหตุที่มันไม่เป็นสัมมาความถูกต้องชอบธรรม มันก็เป็นของมัน เพราะอะไร

เพราะความรู้สึกนึกคิดของเรา อารมณ์ความรู้สึก เป็นอารมณ์ เป็นนามธรรม พอนามธรรมมันไปทั่ว ความคิดเร็วกว่าแสง ความคิดนี้เร็วมาก พุทโธๆ ที่มันพุทโธกว่าจะระลึกได้ พุทโธๆ จนมันครอบงำหัวใจของตน จนพุทโธไม่ได้ จนมันคิดไม่ได้ มหัศจรรย์ไหม

พุทโธนี้มันก็เป็นอารมณ์เหมือนกัน แต่เพราะอำนาจวาสนา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่อาศัย

ในเมื่อเราช่วยตัวเองยังไม่ได้ เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน พุทโธๆ นี่ชื่อ ชื่อขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราระลึกถึง เราบ่นขึ้นมา เราท่องจำขึ้นมา เราบริกรรมของเราขึ้นมา เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เออ! ทำไมมันเบาบางลง ทำไมมันมีความสงบสุขมากขึ้น

นี่พุทโธจนพุทโธไม่ได้เลย พุทโธจนพุทโธไม่ได้ ตัวมันชัดเจนขึ้นมา ถ้ามันชัดเจน สติสัมปชัญญะพร้อมนะ ไม่มีเว้นวรรค

ไอ้ที่เว้นวรรคน่ะ แว็บ หลับแล้ว แว็บ หายแล้ว ไม่มีเว้นวรรค ถ้าเว้นวรรค เริ่มต้นใหม่ พอแว็บขึ้นไป คิดว่าแว็บ ไอ้ความหายไปนั่นน่ะเป็นสมาธิ

ไม่ใช่ ลงภวังค์ไปแล้ว มันหายไปแล้ว

แต่เราพุทโธๆ นะ นี่ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ระลึกถึงชื่อของพระพุทธเจ้านะ แล้วถ้าพุทธะมันเป็นตัวของมันเองขึ้นมาล่ะ มันมหัศจรรย์ของมันขนาดไหน เห็นไหม

คนทำนา ข้าวเกิดจากนา เกิดจากท้องนาที่ชาวนาเขาทำนาของเขา เรา จิตเกิดกับเรา จิตปฏิสนธิจิตถึงได้เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ

ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราไม่มีที่พึ่งที่อาศัย เราก็ไปวัดไปวาไง นี่ไง ที่นาๆ แล้วคนทำนาล่ะ

วัดมันก็เป็นที่ฝึกหัดปฏิบัติเท่านั้นน่ะ ถ้าจริงจังในหัวใจของเราล่ะ แล้วหัวใจของเราอยู่ในร่างกายนี้ล่ะ แล้วมีอยู่ในร่างกายนี้ แล้วเราก็ตั้งใจมากเลย

กิเลสซ้อนกิเลสนะ โดยธรรมชาติเรามีกิเลส มีอวิชชาถึงได้เกิด ถึงได้มี มันมีโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว แล้วด้วยความอยากไง เวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัติ ฝึกหัดปฏิบัติให้มันจิตสงบเข้ามา มันไม่สงบเสียที พอมันสงบแล้ว โอ้โฮ! มหัศจรรย์ อยากได้อีก มันไปจำตรงนั้นน่ะ

แต่ถ้ามันเคยสงบแล้วจำที่เหตุ เหตุที่มันเคยทำให้สงบของมันได้ แล้วเราพยายามตั้งอารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างนั้น แล้วทำของเราไปเป็นข้อเท็จจริงของเรา ถ้ามันเป็นจริงๆ ขึ้นมา มันมหัศจรรย์ในใจของตน ความสงบสุขหาได้ในหัวใจของตน

แต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมๆ สังคมมันก็มีจริตนิสัยของเขาที่แตกต่างกันไป เราทำที่ไหนแล้วเราก็ดูแลหัวใจของตน แล้วฝึกหัดหัวใจของตนให้มันเป็นความจริงของเราขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา สำคัญตรงนี้

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ทำความสงบสุขได้ ทำสมาธิได้ มีสติสัมปชัญญะอยู่นี่ ตน ตนถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ไง ตนยกขึ้นสู่วิปัสสนา การยกขึ้นสู่วิปัสสนามันจะผิดพลาด มันจะตกหล่นอย่างไรบ้าง ก็ฝึกหัดปฏิบัติให้มีความชำนาญของตนขึ้นมา

แล้วถ้ามีความชำนาญของตนขึ้นมา เรารู้เอง สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะตนในหัวใจของตน ความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างนี้ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิเป็นอย่างนี้ อัปปนาเป็นอย่างนี้ ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนามันจะเป็นอย่างนี้ แล้ววิปัสสนาไปแล้ว ปัญญาที่เกิดจากภาวนามยปัญญา ที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น อ๋อ! เป็นอย่างนี้ ไอ้ที่เราเคยคิดเองเออเองมันเป็นอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างนี้ มันรู้ถูกรู้ผิดไปหมด

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนนั้นจะเป็นผู้รู้ ตนนั้นจะเป็นผู้จำแนก ตนนั้นพยายามฝึกหัดปฏิบัติให้เสมอต้นเสมอปลาย

การฝึกหัดปฏิบัติที่ไม่ได้ผลเพราะขาดความปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย ทำฝึกหัดของเราให้มันเป็นจริงเป็นจังของเรา เห็นไหม

ชาวนาทำนาในที่นาของตน นักฝึกหัดปฏิบัติในทางจงกรม ในที่นั่งสมาธิภาวนาเพื่อค้นคว้าหาหัวใจของตน ความสงบสุขเกิดขึ้นจากใจของตน ความสงบสุข เราจะหาได้จากหัวใจของตน เอวัง